การส่งออกไปดูไบ ทำอย่างไรจึงจะพลิกวิกฤตการส่งออกเป็นโอกาส

รัฐดูไบ หนึ่งในรัฐทั้ง 7 ของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (United Arab Emirates : UAE)  แม้ไม่ใช่เมืองหลวง  แต่จะเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจการค้าของประเทศและภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย ที่กำลังเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในปีที่ผ่านมา ดูไบมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ที่ร้อยละ 7.4 คิดเป็นมูลค่า  1.926  แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ  ภาพตามสื่อต่างๆ ที่เราได้เห็นเกี่ยวกับการก่อสร้างและโครงการเมกกะโปรเจคต่างๆของดูไบ  ทำให้สงสัยใช่ใหมล่ะคะว่า เงินทุนที่ใช้ในการก่อสร้างมากมายมหาศาลเหล่านั้นมาจากไหน หลายคนคงจะคิดว่ารายได้ส่วนใหญ่ของประเทศคงจะมาจากน้ำมันปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก เนื่องจากอยู่ในแถบตะวันออกกลาง  แต่เปล่าเลยรายได้จากน้ำมันและก๊าชธรรมชาตินั้นมีเพียง 3 % เท่านั้น แต่รายได้ส่วนใหญ่มาจากการที่ดูไบเป็นเมืองท่า  เป็นศูนย์กลางระหว่างเอเชีย แอฟริกา และยุโรป  คล้ายกับประเทศสิงคโปร์  ที่เหลือก็มาจากการส่งออกสินค้าประเภทอื่นๆ เช่น  เศษโลหะ อัญมณี ทอง/ทองแท่ง และเคมีภัณฑ์ เป็นต้น  รวมทั้งธุรกิจการท่องเที่ยว

สินค้าที่นำเข้าก็จะเป็นสินค้าจำพวกวัสดุก่อสร้าง  เฟอร์นิเจอร์ เครื่องปรับอากาศ พรม เครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนประกอบรถยนต์ อาหารฮาลาล นอกจากตัวสินค้าแล้วก็ยังมีในส่วนของบริการของไทยที่เข้าไปลงทุนก็คือ ธุรกิจโรงพยาบาลที่ได้รับการยอมรับว่าได้มาตรฐานสากลและชาวดูไบเข้ามาใช้บริการมากที่สุดอย่างโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ก็มีสาขาอยู่ที่ดูไบ  และธุรกิจสปาเพื่อสุขภาพที่มีคู่แข่งคนสำคัญอย่างสิงคโปร์ แต่ฝีไม้ลายมือก็สู้ไทยเราไม่ได้

 

Burj al ArabCreative Commons License by Lori Greig

Burj al Arab - Dubai business

การนำเข้าสินค้าจำพวกวัสดุก่อสร้างเป็นจำนวนมาก ก็เนื่องจากรัฐดูไบต้องการที่จะสร้างตัวเองให้เป็นศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจ การลงทุน จึงมีการจัดสร้างโครงการใหม่ๆ รวมทั้งการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ อะไรคือปัจจัยที่ดึงดูดการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติรวมทั้งไทยให้เข้าไปลงทุนในดูไบ  ปัจจัยที่ดึงดูดให้นักลงทุนเข้าไปลงทุนในพื้นที่ที่เคยเป็นผืนทรายก็คือ

1. โครงสร้างพื้นฐานที่เพียบพร้อม  โครงการเมกกะโปรเจคต่างๆ ที่พร้อมจะรองรับการลงทุน   การก่อสร้างสนามบินแห่งใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในโลกแทนสนามบินเดิมที่ไม่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวและการขนส่งทางอากาศได้อย่างเพียงพอ (บทความนี้มาจาก eThaiTrade.com)และสร้างโอกาสให้ดูไบเป็นศูนย์กลางการบินและการขนส่งของภูมิภาค  นอกจากนี้ก็ยังมีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์และทางด่วน 8 เลนที่เชื่อมระหว่างสนามบินและเมืองดูไบ  รวมทั้งโครงการต่างๆ ที่ยังไม่ได้รับการเปิดเผย

2. การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ  ซึ่งได้มีนักลงทุนต่างชาติเข้าไปลงทุนบ้างแล้ว

3. การอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติเข้าไปเปิดบริษัทและถือหุ้นได้ 100% และสามารถนำรายได้ส่งกลับประเทศได้ 100% เช่นกัน  อีกทั้งไม่ต้องเสียภาษีทางตรงเป็นเวลา 50 ปี และได้รับการยกเว้นภาษีต่ออีก 50 ปี

4. สามารถเป็นแหล่งกระจายสินค้า เนื่องจากดูไบมีนโยบายที่จะพัฒนาตัวเองให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่ไม่ใช่เฉพาะในตะวันออกกลางเท่านั้น  แต่จะครอบคลุมถึงอินเดีย ปากีสถาน ตะวันออกกลาง กลุ่มประเทศมุสลิมที่แยกตัวออกมาจากสหภาพโซเวียต แอฟริกาเหนือ และแอฟริกาตะวันออก รวมทั้งจะเป็นแหล่งการเงินที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค

หากถามว่าใครคือประเทศคู่ค้าที่สำคัญของดูไบ คำตอบก็คือ อังกฤษ สหรัฐอเมริกา เยอรมัน จีน ญี่ปุ่น อิหร่าน เกาหลีใต้ (ตามลำดับ) จะเห็นว่าล้วนเป็นประเทศพี่เบิ้มทางเศรษฐกิจทั้งนั้น ดูไบ เป็นรัฐที่ร่ำรวย  ผู้บริโภคมีกำลังซื้อสูง  ดังนั้น สิ่งที่ผู้บริโภคชาวดูไบต้องการก็คือ สินค้าและบริการที่มีคุณภาพ และได้มาตรฐาน โดยไม่เกี่ยงเรื่องของราคา จากความสุดยอดของดูไบ ทั้งเรื่องของความร่ำรวย  สิ่งก่อสร้าง และโครงการเมกกะโปรเจคต่างๆ แสดงให้เห็นว่าดูไบสามารถที่จะพัฒนาก้าวหน้าได้อีกไกล ยิ่งดูไบมีความพร้อมมากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเป็นสวรรค์ของนักลงทุนและประเทศคู่ค้าของดูไบมากขึ้นเท่านั้น

 [หนังสือพิมพ์ ข่าวสด ฉบับวันอาทิตย์  ที่ 19 ตุลาคม 2551 หน้า 8-เศรษฐกิจ][2][3][4]

About the Author

has written 424 stories on this site.

Write a Comment

Gravatars are small images that can show your personality. You can get your gravatar for free today!

Copyright © 2012 eThaiTrade. All rights reserved.