วิจัยกล้วยไม้ดินใบหมากเพื่อการส่งออก (สกู๊ปพิเศษ)

จากรายงานการส่งออกกล้วยไม้ในปี2548 พบว่า ประเทศไทยมีการส่งออกกล้วยไม้กระถางหรือต้นกล้วยไม้มีมูลค่า 446.7 ล้านบาท และไม้ประดับชนิดอื่น ๆมูลค่า 269.5 ล้านบาท ซึ่งนับว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับมูลค่าการซื้อขายไม้กระถางในตลาดโลกซึ่งมีมูลค่าถึงปีละกว่า 200,000 ล้านบาท ทั้งนี้ส่วนสำคัญเนื่องจากขาดระบบการผลิตในเชิงอุตสาหกรรมที่สามารถควบคุมคุณภาพและความสม่ำเสมอของผลผลิต

สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จึงได้ให้ทุนอุดหนุนการวิจัยกล้วยไม้ดิน
ใบหมากเพื่อการส่งออกแก่ ดร.เศรษฐพงษ์ เลขะวัฒนะ จากกรมส่งเสริมการเกษตรและคณะ กล้วยไม้ดินใบหมาก มีชื่อสกุลว่า Spathoglottis มีที่มาจากภาษากรีก Spathe ซึ่งแปลว่า Blade หรือใบมีด และ glotta แปลว่า ลิ้นหรือปาก จำแนกออกเป็น 2 ประเภท คือกล้วยไม้ดินใบหมากประเภทผลัดใบตามฤดูกาล เป็นกล้วยไม้ที่มีการเจริญของหนอและใบอ่อน หลังจากฤดูพักตัวได้ผ่านพ้นไปแล้ว ฤดูเริ่มการเจริญเติบโตคือปลายฤดูแล้ง สังเกตได้จากหน่ออ่อนโตออกมาจากส่วนโคนของหัวเดิม และอีกประเภทหนึ่งคือกล้วยไม้ดินใบหมากประเภทไม่ผลัดใบตามฤดูกาล

จากการวิจับ พบว่าการผสมพันธุ์กล้วยไม้ดินฯ ระหว่างลูกผสม ติดฝักยาก จึงต้องพัฒนาพันธุ์โดยเก็บรักษาพันธุ์พื้นเมืองไว้ ประกอบกับที่ผ่านมาไม่มีการแยกแยะพันธุ์อย่างถูกต้องและเกษตรกรยังเรียกชื่อพันธุ์สับสน จึงต้องรวบรวมพันธุ์พื้นเมืองไว้ เพื่อให้เชื้อพันธุ์มีความหลากหลาย นอกจากนี้ยังศึกษาถึงอนุกรมวิธาน การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม และแนวทางปรับปรุงพันธุ์วิธีต่าง ๆ เพื่อให้ได้ช่อดอกยาวใหญ่เหมาะสำหรับเป็นไม้ประดับกระถางขนาด 12 นิ้ว หรือประดับสวน ซึ่งพันธุ์กล้วยไม้ดินฯ ลูกผสมดั้งเดิม ได้แก่ พันธุ์สุดสาคร สินสมุทร แดงอุบล กุหลาบสายรุ้ง เพชรไพฑูรย์ เพชรน้ำหนึ่ง และเหลืองทองเจือ

แต่ปัจจุบันเกษตรกรได้พัฒนาพันธุ์กล้วยไม้ดินฯ ให้มีขนาดกะทัดรัดเหมาะสำหรับกระถางขนาด 3.5 – 6 นิ้ว วางประดับในอาคาร หรือบนโต๊ะทำงาน นอกจากนี้ลูกผสมบางพันธุ์ขยายพันธุ์โดยการผสมพันธุ์ต้นพ่อต้นแม่เดิมและนำไปเพาะเมล็ด เพื่อให้ได้ต้นลูกที่มีความสม่ำเสมอ เช่น พันธุ์ Chandada Pink Toy และพันธุ์ S.kimballiana x S.Kunning เป็นต้น ส่วนลูกผสมบางต้นไม่สามารถขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ดได้ จำเป็นต้องขยายพันธุ์โดยวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื้อ ได้แก่ พันธุ์พราวชมพู ม่วงใหญ่ และจุฬาลักษณ์

ส่วนสภาพการผลิต พบว่ากล้วยไม้ดินฯ บางชนิดปลูกได้กลางแจ้ง ได้แก่ Spa . plicata แต่บางชนิดและลูกผสมส่วนใหญ่จะปลูกได้ดีเมื่อปลูกในโรงเรือนด้วยการพรางแสงร้อยละ 50 และให้อากาศถ่ายเทสะดวก ใช้วัสดุปลูกเป็นมะพร้าวสับ ทรายผสมถ่านแกลบ หรือ ทรายและขุยมะพร้าว อัตราส่วน 1:1 และคลุมด้วยถุงพลาสติกเพื่อเพิ่มความชื้น (กรณีที่ย้ายจากขวดลงกะบะ)ส่วนการปลูกในกระถางขนาด 4-6 นิ้ว ใช้กาบมะพร้าวสับ และใส่ปุ๋ยให้น้อย แต่บ่อยครั้ง จะทำให้ต้นกล้วยไม้ดินฯ ออกดอกสม่ำเสมอ ส่วนศัตรูที่สำคัญของกล้วยไม้ดินฯ คือ โรคเน่าดำ หรือโรคยอดเน่า หรือโรคเน่าเข้าไส้ ป้องกันโดยปรับสภาพโรงเรือนให้โปร่ง ไม่ควรให้น้ำตอนเย็นช่วงค่ำ นอกจากนี้ยังมีโรคใบจุด หรือใบไหม้ ป้องกันโดยใช้ต้นพันธุ์ที่ไม่มีโรคปลูก และเก็บต้นที่เป็นโรคไปทำลาย ฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดโรคด้วยไทอะเบนดาโซล และไอโปรโดโอน ในช่วงฤดูฝน นอกจากโรคดังกล่าวแล้ว เพลี้ยหอย หรือเพลี้ยเกล็ด ซึ่งเป็นแมลงปากดูดน้ำเลี้ยงพืชก็เป็นศัตรูที่สำคัญของกล้วยไม้ดินฯ ป้องกันโดยใช้ยาฆ่าประเภทคาร์บาริล หรือไดอะซินอน ฉีดพ่น หากระบาดไม่มากก็ทำการดูดเพลี้ยหอยออกและเผาทำลาย รวมทั้งฉีดสารพ่นฆ่าแมลง แต่ถ้าระบาดมากให้ใช้ไวท์ออย อิมิดาโคลพริด อะซีเฟต

ที่มา : ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์แนวหน้า

About the Author

has written 209 stories on this site.

One Comment on “วิจัยกล้วยไม้ดินใบหมากเพื่อการส่งออก (สกู๊ปพิเศษ)”

  • กล้วยไม้ wrote on 14 April, 2012, 14:27

    ข่าวดีทีเดียวกับข่าวกล้วยไม้เอื้องดินใบหมาก สามารถส่งออกได้ ขอบคุณครับ

Write a Comment

Gravatars are small images that can show your personality. You can get your gravatar for free today!

Copyright © 2012 eThaiTrade. All rights reserved.