สภาวะเศรษฐกิจจีน และมณฑลยูนนาน ชิงไห่ ทิเบต และซินเจียง
- Tuesday, May 18, 2010, 16:08
- Uncategorized
- Add a comment
นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน (นายเวิน เจียเป่า) ได้กล่าวในการประชุมสมัชชาผู้แทนประชาชนทั่วประเทศ ครั้งที่ 3 สมัยที่ 11 เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2553 ว่า”ปี 2009 ถือว่าเป็นปีที่ยากลำบากปีหนึ่งสำหรับประเทศจีนในการก้าวสู่ศตวรรษใหม่ วิกฤตการณ์ทางการเงินลุกลามไปทั่วโลก เศรษฐกิจโลกถดถอยส่งผลกระทบต่อจีนอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตาม ภายใต้การนำของพรรคฯ และภายใต้ความพยายามของทุกภาคส่วนของจีน ทำให้จีนประสบความสำเร็จในการสร้างสรรค์เศรษฐกิจสังคมจีน โดยมีตัวเลขยืนยัน ดังนี้
- จีดีพี (GDP) ของจีนทะลุ 33.5 ล้านล้านหยวน เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.7 เมื่อเทียบกับปี 2008
- รายได้ของจีนอยู่ที่ 6.85 ล้านล้านหยวน เพิ่มขึ้นร้อยละ11.7
- จีนผลิตพืชธัญญาหาร 531 ล้านตัน สูงสุดในประวัติการณ์ซึ่งมีการเพิ่มผลผลิตติดต่อกันมาเป็นปีที่ 6
- เพิ่มการจ้างงานใหม่ 11 ล้านคน
- รายได้เฉลี่ยต่อหัวสำหรับคนเมืองอยู่ที่ 17,175 หยวน สำหรับชาวชนบทอยู่ที่ 5,153 หยวน เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.8 และ 8.5 ตามลำดับ”
สำหรับภารกิจปี 2010 จะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบริหารของรัฐบาลจีน เนื่องจากในปี 2010 จะเป็นปีสุดท้ายของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (ปี 2006-2010) และจะเป็นปีพื้นฐานต่อไปสำหรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ฉบับที่ 12 (ปี 2011-2015)
เป้าหมายหลักของปีสุดท้ายของแผนฯ ฉบับที่ 11 คือ การขยายตัวทางเศรษฐกิจร้อยละ 8 เพิ่มการจ้างงานมากขึ้นกว่า 9 ล้านคน อัตราการว่างงานต่ำกว่าร้อยละ 4.6 ดัชนีผู้บริโภค อยู่ที่ร้อยละ 3 และดุลการค้าระหว่างประเทศสมดุล ดังนั้น รัฐบาลจึงกำหนดภารกิจหลัก 8 ประการ ดังนี้
1. ใช้มาตรการควบคุมเศรษฐกิจมหาภาคอย่างมีประสิทธิภาพ รักษาการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและคงเสถียรภาพ
1.1. จีนใช้นโยบายขาดดุลงบประมาณ ซึ่งคาดว่าประมาณ 1 ล้านล้านหยวน ในจำนวนนี้เป็นการขาดดุลงบประมาณของเงินงบประมาณกลางประมาณ 8.5 แสนล้าน โดยรัฐบาลท้องถิ่นจะออกพันธบัตร 2 แสนล้านหยวน เพื่อให้โครงการที่ริเริ่มแล้วตั้งแต่ปี 2008 นั้น ได้รับการดำเนินการต่อไป และดำเนินการโครงการใหม่ที่ประเมินแล้วว่าเป็นประโยชน์ต่อประชาชน
1.2. ใช้นโยบายผ่อนคลายต่อระบบการเงินการธนาคาร มีการปล่อยสินเชื่อเพิ่มเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ
1.3. เพิ่มกำลังซื้อให้แก่ประชาชนรวมทั้งกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เช่น การพัฒนาเครื่องใช้ไฟฟ้า ให้มีคุณภาพที่ดีและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การนำรถยนต์เก่ามาแลกรถยนต์ใหม่ก็จะได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษในเรื่อง การลดหย่อนภาษี เป็นต้น
1.4. ปรับเปลี่ยนโครงสร้างของการลงทุนให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น ใช้มาตราการต่างๆ เพื่อให้โครงการที่มีการลงทุนไปแล้วได้รับการดำเนินการต่อให้เสร็จสมบูรณ์ พร้อมทั้งมีการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่โดยเน้นการประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการลงทุนในการพัฒนาสาธารณูปโภค
2. ปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจ และเปลี่ยนวิธีการพัฒนาของเศรษฐกิจ
2.1. ต้องปรับเปลี่ยนและพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี พัฒนาสินค้าใหม่ และยกระดับคุณภาพสินค้า
2.2. ส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ที่มีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ของจีน พัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ที่เน้นการใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีชั้นสูง วัสดุและนวัตกรรมใหม่ และพลังงานทางเลือกใหม่ เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ที่ใช้พลังงานทดแทนใหม่ เป็นต้น
2.3. ส่งเสริมการพัฒนาวิสาหกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMEs) รัฐบาลกลางจะตั้งกองทุนเพื่อพัฒนา SMEs ในวงเงิน 10,600 ล้านหยวน โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมและพัฒนา SMEs ของจีน
2.4. เร่งพัฒนาอุตสาหกรรมภาคบริการ การเงินการธนาคาร ด้านโลจิสติกส์และสารสนเทศ ด้านการวิจัยและการพัฒนา และการออกแบบธุรกิจ เป็นต้น
2.5. ทำสงครามกับการปล่อยมลภาวะ/มลพิษอย่างต่อเนื่อง เช่น ตั้งเป้าหมายในการบำบัดน้ำเสียโดยมีขีดความสามารถอยู่ที่ 15 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน และความสามารถในการกำจัดขยะอยู่ที่ 6 หมื่นตันต่อวัน
2.6. ส่งเสริมการพัฒนาอย่างสมดุลระหว่างภูมิภาคของจีน ดำเนินนโยบายบุกเบิกภาคตะวันตกอย่างต่อเนื่อง ฟื้นฟูฐานอุตสาหกรรมเก่าของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน และส่งเสริมให้ภาคตะวันตกผงาดขึ้น
3. ทุ่มกำลังในการพัฒนา และเสริมสร้างความแข็งแกร่งสาธารณูปโภคของชนบท
3.1. ส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรอย่างต่อเนื่อง เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรโดยรัฐบาลมีโครงการจะเพิ่มราคารับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น
3.2. เพิ่มงบประมาณเพื่อพัฒนาสาธารณูปโภคในชนบท โดยรัฐบาลกลางจะลงทุน 818,300 ล้านหยวน เพิ่มขึ้น 93,000 ล้านหยวน
3.3. ดำเนินนโยบายปฏิรูปชนบททั้งเชิงรุกและในเชิงลึก โดยการพัฒนาองค์กรหรือสถาบันการเงินขนาดเล็กเพื่อทำหน้าที่ปล่อยสินเชื่อให้แก่ชาวนาและเกษตรกร
3.4. เสริมสร้างและสร้างสรรค์ชนบทด้วยโครงการ/นวัตกรรมใหม่ๆ เช่น การเพิ่มขนาดของแก๊สชีวมูลให้ประชากรในชนบทกว่า 60 ล้านคนได้บริโภคน้ำดื่มอย่างปลอดภัย การสร้างบ้านสวนที่น่าอยู่ไม่มีมลพิษ เป็นต้น
4. ปฏิบัติยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศโดยการพัฒนาด้านการศึกษา วิทยาศาตร์และเทคโนโลยี
การให้ความสำคัญด้านการศึกษา ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และด้านบุคลากรเป็นพื้นฐานของการพัฒนาประเทศ ทำให้ชนชาติจีนเจริญรุ่งเรือง
4.1. เน้นการพัฒนาระบบการศึกษาเป็นอันดับแรก โดยมีเป้าหมายให้มีระบบการศึกษาที่เป็นมาตรฐานในระดับชั้นนำ สามารถผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพชั้นเลิศ เพื่อมาพัฒนาและสร้างประเทศชาติให้ดียิ่งขึ้น
4.2. พัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เน้นหลักการตนเป็นที่พึ่งแห่งตน คิดค้นและสร้างนวัตกรรมใหม่โดยบุคลากรภายในประเทศของตนเอง พร้อมทั้งดำเนินยุทธศาสตร์คุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ผลิตบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญและมีความหลากหลาย
4.3. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ซึ่งเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด โดยเน้นการผลิตบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาอุตสาหกรรมที่ประเทศต้องการ เชิญชวนบุคลากรชั้นนำจากต่างประเทศมาร่วมพัฒนา เป็นต้น
5. สร้างสรรค์อารยธรรมของจีน
การพัฒนาประเทศไม่เพียงแต่ต้องการพลังด้านเศรษฐกิจ หากยังต้องการพลังด้านวัฒนธรรมอีกซึ่งเป็นจิตใจและขวัญของชนในชาติ ชนชาติจะมีชีวิตชีวาหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมที่สามารถถ่ายทอดถึงกันได้โดยสมบูรณ์
6. สร้างหลักประกันและพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ส่งเสริมความก้าวหน้าของสังคมอย่างกลมเกลียว
เป้าหมายหลักที่สำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจ คือ การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้อยู่ดีกินดี เมื่อประชาชนมีหลักประกันที่ดีแล้ว การพัฒนาเศรษฐกิจในทุกภาคส่วนจะเกิดความยั่งยืน ประเทศชาติก็จะสงบสุขและมีเสถียรภาพ โดยมีนโยบายสำคัญๆ ได้แก่
6.1. การเพิ่มการจ้างงาน สถานการณ์การจ้างงานในปี 2010 ยังมีตัวเลขไม่มาก ดังนั้น รัฐบาลกลางจึงทุ่มงบประมาณถึง 43,300 ล้านหยวน เพื่อส่งเสริมการจ้างงาน เช่น ส่งเสริมให้นักศึกษาสำเร็จการศึกษาแล้วไปทำงานที่ภาคตะวันตก เป็นต้น
6.2. การสร้างหลักประกันสุขภาพและประกันสังคม ซึ่งในขณะนี้รัฐบาลจีนมีการทดลองสร้างหลักประกันแก่คนชรา โดยมีเป้าหมายให้ครอบคลุมร้อยละ23 ของอำเภอ หรือปรพมาณ 7 แสนกว่าอำเภอของประเทศ และจะเพิ่มอีกร้อยละ10 ในปีนี้ สำหรับคนที่ปลดเกษียณอายุแล้ว
6.3. ปฏิรูประบบการจัดสรรรายได้ให้เกิดความยุติธรรมในระดับสังคม เพื่อลดช่องว่างและความเหลื่อมล้ำทางสังคม
6.4. การพัฒนาตลาดอสังหาริมทรัพย์อย่างมั่นคงและมีเสถียรภาพ ควบคุมบางเมืองที่ราคาบ้านจัดสรรขึ้นราคาอย่างเร็วเกินไป ในขณะเดียวกันรัฐบาลทุ่มงบอุดหนุนการสร้างบ้านที่อยู่อาศัยในราคาประหยัดเพื่อให้ประชาชนทุกระดับได้มีบ้านอยู่อาศัย
6.5. การปฏิรูประบบรักษาพยาบาล รัฐบาลจะจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพให้แก่คนในเมืองและชาวนาอยู่ที่ 120 หยวนต่อหัว ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 50 ในขณะเดียวกันให้ประชาชนจ่ายเพิ่มเบี้ยประกันสุขภาพ เพื่อให้มีเงินเบี้ยประกันสุขภาพเพียงพอที่จะได้รับรักษาพยาบาลที่คุณภาพที่ดีขึ้น
6.6. ปฏิบัติภารกิจวางแผนครอบครัวและคุมกำเนิดตามนโยบายของจีน ยังต้องรักษาอัตราการเกิดของประชากรในอัตราต่ำ ส่งเสริมให้สตรีและบุตรมีสุขอนามัยที่ดี ในขณะเดียวกันต้องมีการศึกษาและกำหนดนโยบายให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี
7. ดำเนินนโยบายเปิดประเทศ และปฏิรูปอย่างต่อเนื่อง
การปฏิรูปของจีนเป็นการปฏิรูปทุกๆ ด้าน ไม่ใช่เฉพาะปฏิรูประบบเศรษฐกิจ ยังรวมถึงปฏิรูปการเมือง ถ้าไม่มีการปฏิรูประบอบการเมืองแล้ว การปฏิรูประบบเศรษฐกิจ และการสร้างสรรค์ระบบสังคมนิยมให้มีความทันสมัยย่อมไม่ประสบความสำเร็จ นโยบายส่งเสริมต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในจีน ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมบริษัทสัญชาติจีนไปลงทุนในต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะขยายการค้าการลงทุนทวิภาคีกับประเทศเพื่อนบ้าน
8. สร้างรัฐบาลที่รับใช้ประชาชน
ภาครัฐต้องปฏิบัติตามหน้าที่อย่างเคร่งครัด เสริมสร้างขีดความสามารถในการบริหารงาน แก้ไขปัญหาทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมให้แก่ประชาชน และที่สำคัญต้องยึดหลักการความซื่อสัตย์สุจริต
ข้อมูลทั่วไปและสภาพทางเศรษฐกิจของมณฑลยูนนาน
มณฑลยูนนานตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน ไม่มีพื้นที่ออกสู่ทะเลได้ ยูนนานมีความสำคัญกับประเทศไทยและประเทศอาเซียน เนื่องจากถือเป็นมณฑลที่อยู่ใกล้ประเทศไทยมากที่สุด การค้าระหว่าง 2 ประเทศจึงสามารถขนส่งสินค้าผ่านทางบก (ผ่านประเทศลาว) หรือขนส่งทางแม่น้ำ (แม่น้ำโขงผ่านประเทศลาวและพม่า)
รัฐบาลจีนให้ความสำคัญเกี่ยวกับมณฑลยูนนานในด้านโลจิสติกส์มาก เพราะเป็นพื้นที่ที่อยู่ใกล้กับอาเซียนและเอเซียใต้ที่มีศักยภาพในการติดต่อการค้าระหว่างประเทศกับทั้ง 2 ภูมิภาค ซึ่งรัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณในการสร้างทั้งเส้นทางรถยนต์ และรถไฟเพื่อเชื่อมต่อกับอาเซียนและเอเซียใต้ นอกจากนี้ จีนมีแผนที่จะเข้าไปสร้างท่าเรือน้ำลึกให้กับบังคลาเทศเพื่อเป็นเส้นทางการขนส่งสินค้าออกอีกด้วย
ประเทศคู่ค้าที่สำคัญของมณฑลยูนนาน 10 ประเทศเรียงตามลำดับ คือ พม่า ออสเตรเลีย เปรู สหรัฐอเมริกา เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย เยอรมัน ไทย และเม็กซิโก
สินค้าสำคัญที่ยูนนานนำเข้า ได้แก่ แร่ธาตุ เช่น ทองแดง เหล็ก ตะกั่ว ฯลฯ สินค้าเกษตร ประมง อลูมิเนียมออกไซด์ ผลิตภัณฑ์ไม้ เป็นต้น
รัฐบาลกลางส่งเสริมให้นักธุรกิจจีนออกไปลงทุนนอกประเทศ “Go-Out Strategy” มีส่วนสนับสนุนให้นักธุรกิจยูนนานเข้าไปลงทุนในพม่า เช่น เรื่องของ Hydropower และลงทุนในลาวในเรื่องเกี่ยวกับเหมืองแร่และสินค้าเกษตร จากมาตรการดังกล่าว ปัจจุบันมีสายการบินบินจากนครคุนหมิงไปเมืองสำคัญๆ เพิ่มขึ้นอีกหลายแห่ง เช่น ดูไบ ไต้หวัน (จากเดิมที่มี พม่า ลาว เวียดนาม ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์)
นับตั้งแต่ปลายปี 2009 ต่อต้นปี 2010 ภาคตะวันตกของจีนประสบภัยแล้งรุนแรงที่สุดในรอบ 60 ปี ซึ่งรวมถึงมณฑลยูนนานด้วย ทำให้มีผลต่อการเพาะปลูกสินค้าเกษตรของมณฑล สินค้าเกษตรหลายชนิดขึ้นราคา เช่น ผักสด ผลไม้ เนื้อสด นม ฯลฯ ประมาณร้อยละ 5-10 และส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนทั่วไป
ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา นครคุนหมิงซึ่งเป็นเมืองเอกของมณฑลยูนนานมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย โดยเฉพาะการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น การสร้างทางด่วน รถไฟฟ้า สนามบินนานาชาติแห่งใหม่ นอกจากนี้ ยังมีการสนับสนุนให้คุนหมิงเป็นแหล่งค้าส่งใหญ่ด้านตะวันตกของจีน(ศูนย์ค้าส่งโหลสุวรรณ)
เทศบาลนครคุนหมิงมีนโยบายเป็นสนับสนุนให้ธุรกิจบริการด้านต่างๆ เช่น ด้านโทรคมนาคม ด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ด้านการฝึกการอบรม ฯลฯ มาตั้งตัวแทน/สาขา และเปิดให้บริการที่นครคุนหมิง (Outsourcing)
ปัจจุบันราคาอสังหาริมทรัพย์ในนครคุนหมิงมีราคาเพิ่มสูงขึ้นมาก ติดอันดับอยู่หนึ่งในสิบของราคาอสังหาริมทรัพย์ที่มีอัตราสูงขึ้นในเมืองใหญ่ๆ ของจีน
ความสัมพันธ์ระหว่างมณฑลยูนนานกับประเทศไทยมีความใกล้ชิดและลึกซึ้ง โดยเฉพาะทางด้านการค้า ซึ่งภาครัฐของยูนนานจะคำนึงถึงไทยเป็นคู่ค้าที่สำคัญ นอกจากนี้ ชนกลุ่มน้อยในมณฑล เช่น ชนชาติไท (ไต)ในเมืองสิบสองปันนา เป็นชนชาติเดียวกับคนไทยลื้อในภาคเหนือมีความคล้ายคลึงในด้านประเพณีและวัฒนธรรมความเป็นอยู่โดยทั้งสองฝ่ายสามารถพูดภาษาไทยที่คล้ายคลึงกันได้
งานแสดงสินค้าที่ไทยเข้าร่วม คือ The 18th China Import & Export Fair, Kunming (Kunming Fair) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 6-10 มิถุนายน 2553 และ The 13th Xishuangbanna Border Trade & Tourism Fair จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-17 เมษายน 2553
ข้อมูลทั่วไปและสภาพทางเศรษฐกิจของเขตปกครองตนเองทิเบต
เขตปกครองตนเองทิเบตเป็นส่วนหนึ่งของที่ราบสูงชิงไห่ – ทิเบต ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกของประเทศจีน พื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นภูเขา ทะเลทราย ทุ่งหญ้าและป่าไม้ ถือเป็นพื้นที่ทุ่งหญ้าและป่าไม้ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน
มีความอุดมสมบูรณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติโดยเฉพาะเป็นแหล่งต้นน้ำของแม่น้ำ จึงทำให้ทิเบตสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าส่งไปจำหน่ายแก่ภาคอื่นๆ ของจีน
ในคราวการประชุมสมัชชาแห่งชาติปีนี้ ผู้บริหารทิเบตได้แถลงในที่ประชุมว่า ทิเบตจะปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและการบริการสาธารณะเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขิ้น ในปี 2009 ทิเบตมีนักท่องเที่ยวมาเยือนถึง 5.61 ล้านคนเพิ่มขึ้นจากปี 2008 ซึ่งมีนักท่องเที่ยว 2.2 ล้านคน ส่วนรัฐบาลกลางของจีนได้ให้การสนับสนุนให้เศรษฐกิจของทิเบตเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมีการส่งเสริมในเรื่องอุตสาหกรรมเกษตร การปศุสัตว์ การเกษตร โทรคมนาคม การค้า และมีการให้เงินสนับสนุนแก่ผู้ประกอบการด้านการเกษตร หรือการให้พันธุ์สัตว์เลี้ยง) และการยกเว้นภาษีประเภทต่างๆ เป็นต้น
ถนนทางด่วนที่สำคัญ คือ ชิงไห่-ทิเบต / เสฉวน-ทิเบต / ซินเจียง-ทิเบต และทิเบต-เนปาล
ข้อมูลทั่วไปและสภาพทางเศรษฐกิจของมณฑลชิงไห่
สภาพภูมิประเทศเป็นที่ราบสูง มีความสูงจากระดับน้ำทะเลเฉลี่ยประมาณ 3,000 เมตร มีพื้นที่เป็นภูเขาและทะเลสาบ โดยในมณฑลชิงไห่เป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำหลายสายที่สำคัญ ได้แก่ แม่น้ำแยงซีและแม่น้ำเหลือง มณฑลชิงไห่จึงมีทรัพยากรธรรมชาติมากมายหลากหลายชนิด ปัจจุบันยังไม่ได้มีการพัฒนาหรือนำทรัพยากรธรรมชาติเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ เนื่องจากที่ตั้งของมณฑลอยู่ห่างจากพื้นที่ด้านตะวันออก ซึ่งเป็นเขตอุตสาหกรรมและมีการบริโภคสูงมาก มณฑลชิงไห่มีประชากรเพียง 5 ล้านคนเศษ แบ่งเป็นชาวจีนฮั่นร้อยละ 50 และเป็นกลุ่มชนชาติอื่นๆ ที่สำคัญ คือ ชนชาติหุย (อิสลาม) จำนวน 1.1 ล้านคน ชนชาติทิเบต ดังนั้น สังคมความเป็นอยู่และวัฒนธรรมจึงเป็นสังคมที่มีความเชื่อทั้งพุทธและอิสลาม
เศรษฐกิจของมณฑลชิงไห่ค่อนข้างเล็กมาก ในปี 2008 จีดีพี (GDP) มีมูลค่าประมาณ 962 ล้านหยวน คิดเป็นร้อยละ 3 ของมูลค่าเศรษฐกิจของจีนทั้งประเทศ อุตสาหกรรมหนักมีเพียงโรงงานผลิตเหล็กและเหล็กกล้า ก๊าซธรรมชาติ มีการทำการค้ากับต่างประเทศน้อยมาก มีเพียงสหรัฐอเมริกา ฮ่องกง และเกาหลีใต้
ธุรกิจที่ทำรายได้หลักที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ ธุรกิจท่องเที่ยว โดยมณฑลชิงไห่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญจำนวนมาก เช่น ทะเลสาปชิงไห่ เป็นทะเลทราบน้ำเค็มอยู่พื้นที่ตอนในภูเขาคุนลุ้น
เส้นทางรถไฟสายชิงไห่-ทิเบต (Qinghai-Tibet Railway) เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างมณฑลชิงไห่และเขตปกครอง-ตนเองทิเบต ถือเป็นเส้นทางรถไฟที่สูงที่สุดในโลก เส้นทางรถไฟจะมีการเชื่อมต่อไปยังมณฑลกานซู และเชื่อมไปทางตะวันออกของจีนได้
งานแสดงสินค้าประจำปีของมณฑลคือ The 2010 China (Qinghai) International Halal Food and Product Fair
ข้อมูลทั่วไปและสภาพทางเศรษฐกิจของเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์
ซินเจียงตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกสุดของประเทศจีน และมีชายแดนติดต่อกับประเทศทางยุโรปตะวันออกหลายประเทศ คือ Russia, Mongolia, Kazakhstan, Kyrgyzstan, Tajikistan, Afghanistan, Pakistan and India ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศที่มีการนับถือศาสนาอิสลามเช่นเดียวกับซินเจียง
ภูมิประเทศเป็นทะเลทรายเป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตาม ซินเจียงสามารถเพาะปลูกผลไม้ได้หลายชนิดและมีชื่อเสียงด้านความอร่อย เช่น องุ่น เมลอน(ฮามี่กัว) ลูกแพร์ นอกจากผลไม้แล้ว ซินเจียงยังเป็นแหล่งเพาะปลูกสินค้าเกษตรชนิดอื่นด้วย เช่น ฝ้าย ข้าวสาลี ผ้าไหม และวอลนัท
เหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2009 มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจซินเจียงอย่างมาก รัฐบาลได้เข้ามาควบคุมซินเจียงในทุกมิติ เพื่อไม่ให้ซินเจียงได้ติดต่อกับหัวรุนแรงภายนอกประเทศได้ เช่น การควบคุมไม่ให้ใช้อินเตอร์เน็ต ห้ามการค้าแบบออนไลน์ เป็นต้น นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ตัดสินคดีเกี่ยวกับผู้ก่อการร้ายอย่างรุนแรงโดยการประหารชีวิต ทำให้มีชาวซินเจียงอิสลามที่มีฐานะบางส่วนอพยพออกนอกซินเจียง
ก่อนเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง เศรษฐกิจของซินเจียงมีสภาวะที่ดีมากโดยเฉพาะการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านอิสลามเหมือนกัน นอกจากนี้ ซินเจียงยังมีการจัดงานแสดงนานาชาติที่มีชื่อเสียง (Urumqi Foreign Economic Relations and Trade Fair) ซึ่งจัดขึ้นประมาณเดือนกันยายนของทุกปี
ซินเจียงมีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยว ซึ่งทำรายได้ดีให้กับซินเจียง แต่ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวเข้าไปซินเจียงน้อยลงเนื่องจากเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2009
ที่มา : สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ นครคุนหมิง
About the Author
Write a Comment
Gravatars are small images that can show your personality. You can get your gravatar for free today!