ปรับเป้าส่งออกโต18% หลังเร่งเครื่องเดินสาย กล่อมคู่ค้าเพิ่มออดอร์ เจาะตลาดย่านอาเซียน
- Monday, July 5, 2010, 14:37
- Export Guildlines
- Add a comment
พาณิชย์ปรับเป้าหมายส่งออกทั้งปีโต 18% มูลค่าทะลุ 178,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มั่นใจแผนเดินสายโรดโชว์เติมความเชื่อมั่นคู่ค้า ดึงออร์เดอร์เพิ่ม โดยมีกลุ่มยานยนต์ ไฟฟ้าอิเลคทรอนิคส์ ตัวช่วยสำคัญ ด้านสอท.วอนรัฐช่วยเคลียร์ปัญหาแรงงานและดอกเบี้ย
นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงฯได้ปรับเพิ่มเป้าส่งออก ปี2553 ขยายตัวเพิ่มเป็น 18% คิดเป็นมูลค่า 178,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จากเป้าหมายเดิมที่กำหนดไว้14 % มูลค่า 172,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากการส่งออกของไทยช่วงที่ผ่านมา มีอัตราเติบโตที่ดี จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ทำให้มีคำสั่งซื้อสินค้าเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และกระทรวงฯมีแผนการทำโรดโชว์ ช่วงครึ่งปีหลังมากขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้นำเข้าประเทศคู่ค้า
ทั้งนี้ โครงการ Thailand Best Friend ที่กระทรวงพาณิชย์เชิญคู่ค้ากว่า 150 ราย จาก 43 ประเทศทั่วโลกมาร่วม จัดขึ้นเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน-1 กรกฎาคมที่ผ่านมา ถือเป็นแผนกระตุ้นการส่งออก ซึ่งจะทำให้ยอดสั่งซื้อเพิ่มขึ้นได้ประมาณ 66,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
ด้านนายอนุรัตน์ โคว้คาสัย ที่ปรึกษารมว.พาณิชย์ กล่าวว่า การส่งออกปีนี้ ที่น่าจะโตได้ถึง 18% เนื่องจากการส่งออกช่วง5 เดือนแรก(มกราคม-พฤษภาคม)ที่ผ่านมามีมูลค่า 75,028 ล้านเหรียญสหรัฐเพิ่มขึ้น34.5%จากช่วงเดือนเดียวกันของปีก่อนและในครึ่งปีหลัง การส่งออกคงจะโตเฉลี่ย 15,000 -16,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน
“การส่งออกในไตรมาส 3 และ4 ถือว่าเป็นช่วงพีคของการสั่งซื้อจากต่างประเทศ เนื่องจาก ต้องนำสินค้าไปขายในช่วงเทศกาล คริสต์มาสและปีใหม่และ การมีโครงการไทยแลนด์ เบสท์ เฟรนด์ จะช่วยได้มากแม้จะยังไม่เห็นผลชัดเจนขณะนี้ แต่ สำหรับภาคเอกชนทราบดีว่าการทำโครงการลักษณะนี้มีผลต่อการสั่งซื้อสินค้าในอนาคต” นายอนุรัตน์กล่าว
นอกจากนี้การทำโครงการหัวหน้ากลุ่มสินค้า(Chief of products)จะทำให้ส่งออกสินค้าได้เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มก่อสร้างสามารถที่จะติดต่อขายสินค้าได้โดยตรงกับลูกค้าในประเทศกลุ่มอาเซียน เช่นลาว เขมร และในส่วนของกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่ประสานให้กลุ่มอาเซียน ยอมรับมาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรมของไทยและดำเนินการลดต้นทุนภาษีแบตเตอรี่ที่ขณะนี้กรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างการดำเนินการ
อุตสาหกรรมส่งออกที่โดดเด่นมากขึ้นในปีนี้คือยานยนต์ และ ไฟฟ้าอิเลคทรอนิคส์ ที่ถือว่ามียอดส่งออกสูงสุด จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก เนื่องจากปีที่ผ่านมาลูกค้าชะลอการสั่งซื้ออย่างมากเพราะถือว่าเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย แต่ปีนี้ ยอดสั่งซื้อกลับคืนมาและผู้ผลิตของไทยสามารถที่จะตอบสนองในการผลิตสินค้า และรักษาส่วนแบ่งตลาดไว้ได้
นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ฝ่ายเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ กล่าวถึงทิศทางเศรษฐกิจครึ่งปีหลังว่า ผลกระทบจากสถานการณ์การเมืองที่ยืดเยื้อต่อเศรษฐกิจจนถึงเดือนมิถุนายน ในภาพรวมไม่รุนแรงยกเว้นภาคท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างรุนแรง ขณะที่ภาคส่งออกยังเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยยอดส่งออกเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตามความต้องการของตลาดโลก
ขณะที่ปัญหาวิกฤติยุโรปนั้น ไทยส่งออกไปยุโรปเพียง 12% อีกทั้งยังหาตลาดใหม่ทดแทนได้ แต่ด้านอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย รัฐบาลควรเร่งสร้างความมั่นใจให้กับต่างชาติว่าสามารถควบคุมความสงบของ ประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกับเร่งประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวไทย สำหรับครึ่งปีหลัง ปัจจัยที่ต้องติดตาม คือเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนทั้งยุโรป สหรัฐ และญี่ปุ่น อาจขยายตัวจาก 3% เป็น 4.1%
ส่วนเศรษฐกิจในประเทศการจำหน่ายสินค้าปลีกในภาพรวมโดยเฉพาะสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นไม่ได้รับผลกระทบมาก สินค้ายี่ห้อไทยผลกระทบไม่มีนัยสำคัญ ส่วนสินค้ายี่ห้อต่างประเทศได้รับผลกระทบเนื่องจากผู้ซื้อเป็นต่างชาติ ปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวแปร คือ ภัยแล้ง รัฐบาลต้องมีความชัดเจนในการแก้ปัญหา
ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตาเพิ่มเติม ได้แก่ วิกฤติยุโรปที่ทำให้เงินยูโรอ่อนค่าลง เงินบาทจะผันผวนมากในไตรมาส 3 โดยจะแข็งค่าระดับ 31.5 บาทต่อยูโร จะส่งผลกระทบต่อการส่งออก จึงอยากฝากให้ธนาคารแห่งประเทศไทย( ธปท.) ช่วยดูแล อีกปัจจัยที่ต้องจับตา คือ การเมืองในประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่รัฐบาลต้องดูแลไม่ให้เกิดเหตุการณ์เหมือนเดือน พฤษภาคมที่ผ่านมา เพราะภาคธุรกิจโดยเฉพาะท่องเที่ยวคงรับไม่ไหวแล้วจึงอยากขอให้รัฐบาลมีมาตรการชัดเจน
ส่วนด้านการผลิตนับว่าอยู่ในเกณฑ์ดี มีการใช้กำลังการผลิตถึง75% เพิ่มขึ้นจากปลายปี 2552 ที่ระดับ 61-65% และโรงงานต่าง ๆ ได้รับคำสั่งซื้อผลิตสินค้าจนถึงปลายปีแล้ว การผลิตรถยนต์ค่อนข้างชัดเจนว่า จะมียอดผลิตสูงถึง 1.7 ล้านคันจากเดิมคาดว่าจะมีประมาณ 1.4 ล้านคัน ปัญหาขาดแคลนแรงงานขณะนี้เกิดขึ้นแล้ว จึงอยากให้รัฐบาลชัดเจนเรื่องของแรงงานต่างด้าวว่าจะดำเนินการอย่างไร นักธุรกิจห่วงเรื่องอัตราดอกเบี้ยว่าจะปรับเพิ่มขึ้น จึงอยากให้ ธปท.ตรึงดอกเบี้ยอยู่ในระดับปัจจุบันถึงต้นไตรมาส 4 ปีนี้ ไม่เช่นนั้นจะทำให้ธนาคารพาณิชย์ปรับดอกเบี้ยขึ้นตาม
ที่มา : นสพ.แนวหน้า
About the Author
Write a Comment
Gravatars are small images that can show your personality. You can get your gravatar for free today!