สหฟาร์มทุ่มหมื่น ล.เพิ่มกำลังผลิตเท่าตัว ประกาศขึ้นแชมป์ส่งออกไก่แปรรูป
- Tuesday, July 6, 2010, 10:00
- Export Guildlines
- Add a comment
สหฟาร์ม ลั่นทุ่ม 1 หมื่น ล.ลงทุนขยายโรงงานแปรรูปไก่เพิ่มอีก 3 แห่ง หวังขยายกำลังการผลิตอีกเท่าตัว พร้อมชิงตำแหน่งผู้นำตลาด ส่งออก ทั้งโซนยุโรป และญี่ปุ่น ตั้งเป้าปีแรกโกยเงินเข้ากระเป๋าไม่ต่ำกว่า 4 หมื่น ล.พร้อมคาดส่งออกไก่แปรรูปของไทยปีหน้า มีโอกาสทะลุเป้า 4 แสนตัน พร้อมอัดปัญหา “ไข่แพง” เพราะตลาดถูกผูกขาดจากธุรกิจขาใหญ่ แถมยังมี “การเมือง” เข้ามายุ่งเกี่ยวกลไกตลาด
นพ.ปัญญา โชติเทวัญ ประธานกรรมการ บริษัท สหฟาร์ม จำกัด ผู้ผลิตและส่งออกเนื้อไก่ และไก่แปรรูป เปิดเผยถึงแผนงานในปีนี้ โดยระบุว่า บริษัทมีแผนการลงทุนมูลค่า 1 หมื่นล้านบาท เพื่อขยายกำลังการผลิตเนื้อไก่เพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าตัว ประกอบด้วย การสร้างโรงงานใหม่ 2 แห่ง ที่จังหวัดลพบุรี และ จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งคาดว่าจะเปิดในเดือนสิงหาคมนี้โดยมีกำลังการผลิตเบื้องต้นในโรงงานใหม่อยู่ที่แห่งละ 4,000 ตันต่อเดือน
ขณะเดียวกัน ยังขยายกำลังการผลิตโรงงานไส้กรอกที่จังหวัดเพชรบุรี เพิ่มขึ้นเป็น 8,000 ตัน ต่อเดือน จากเดิมที่มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 4,000 ตันต่อเดือน ทั้งนี้เพื่อมาสบทบกับกำลังการผลิตใน 2 โรงงานเดิม ที่มีกำลังการผลิตโดยรวมอยู่ที่ 8,000 ตันต่อเดือน
ดังนั้น คาดว่า ในอนาคตบริษัทจะมีกำลังการผลิตไก่สด และไก่แปรรูปโดยรวมอยู่ที่ 2.4 หมื่นตันต่อเดือน แบ่งเป็นไก่สด 1.6 หมื่นตัน ไก่ปรุงสุก 8,000 ตัน ซึ่งมีกำลังการผลิตมากกว่า กลุ่มแบรนด์ผู้นำในการผลิตไก่ และไก่แปรรูป ในปัจจุบัน
การขยายกำลังการผลิตดังกล่าวก็เพื่อรองรับการส่งออกไปยังประเทศ ในโซนยุโรป และญี่ปุ่น โดยในช่วงครึ่งปีหลังนี้กำลังการผลิตส่งออกจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว จากครึ่งปีแรกที่มีปริมาณการส่งออกอยู่ที่ 3.4 หมื่นตัน ซึ่งมีสัดส่วนการส่งออกของบริษัทอยู่ที่ 50% ของการผลิต ซึ่งประกอบด้วย กลุ่มไก่สด 1 แสนตัน และกลุ่มไก่แปรรูป 7.5 หมื่นตัน ทั้งนี้ บริษัทคาดว่า การขยายกำลังการผลิตดังกล่าวจะสร้างรายได้ให้บริษัทในปีแรกไว้ที่ประมาณ 4 หมื่นล้านบาท
สำหรับกรณีที่ปีนี้รัฐบาลได้ตั้งเป้าส่งออกไก่ไปต่างประเทศไว้ที่ 400,000 ตัน ซึ่ง 6 เดือนที่ผ่านมา ไทยส่งออกไก่ปรุงสุกแล้วประมาณ 1.8 แสนตัน ดังนั้น ในช่วง 6 เดือนที่เหลือของปีผู้ผลิตไก่ไทยทุกรายจะต้องเร่งส่งออกเพื่อให้ได้ตามเป้าหมายสูงสุด
“การขยายโรงงานแต่ละแห่ง สหฟาร์มจะดำเนินการตามความต้องการของลูกค้า ที่จะเป็นผู้จัดหาเครื่องจักรและเทคโนโลยีให้สหฟาร์ม จะผ่อนชำระหนี้ภายหลัง จึงเป็นการผูกขาดให้ลูกค้ารายที่ต้องสั่งซื้อสินค้าจากบริษัทในระยะยาว จึงไม่มีความเสี่ยงในการลงทุน สหฟาร์มไม่สนใจจะร่วมลงทุนกับใครขณะนี้แม้ว่าจะมีบริษัทติดต่อเข้ามามาก เนื่องจากเห็นว่าสหฟาร์มยังศักยภาพจะขยายตลาดได้โดยไม่ต้องรีบร้อน”
นพ.ปัญญา กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงขณะนี้สหฟาร์มไม่ห่วงเรื่องโรคระบาด เนื่องจากได้มีการพัฒนาระบบการเลี้ยงในขั้นความปลอดภัยสูงสุด สังเกตได้จากที่ไม่เคยมีปัญหาไข้หวัดนกระบาดเลยในช่วง 7 ปีที่ผ่านมาจากค่าเงินที่เปลี่ยนแปลงทั้งเงินบาทและยูโร ที่มีปัญหาจากวิกฤตของกรีซ ทำให้มูลค่าการส่งออกลดลง แต่ไม่มากนัก ขณะที่สินค้าของบริษัทที่มีคุณภาพทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นและไม่ต่อรองราคา เฉลี่ยยังสั่งซื้อที่ตันละ 4,000 ดอลลาร์
ทั้งนี้ หากรัฐบาลสามารถเจรจาให้เปิดตลาดไก่สดได้จะส่งผลให้สหฟาร์มส่งออกได้มากขึ้น มีความเป็นไปได้เพราะขณะนี้ไทยสามารถปลอดหวัดนกเกิน 90 วันตามมาตรฐานขององค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ หรือโอไออีแล้ว เป็นไปได้ยากที่ไทยจะเกิดโรคระบาดดังกล่าวอีกครั้ง เนื่องจากอยู่ในเขตร้อนปีนี้อุณหภูมิสูงถึง 40 องศาเซลเซียส คาดว่า เชื้อไขหวัดนกจะหายไปทั้งหมด
สำหรับยอดส่งออก 400,000 ตันปีนี้ จะเป็นยอดที่กลับไปสู่ยอดส่งออกสูงสุดที่เคยทำได้ในปี 2546 โดย 7 ปีที่ผ่านมา ไทยสามารถรักษาระดับการส่งออกไก่อยู่ที่ 3.5 แสนตัน หรือประมาณ 90 %ของยอดส่งออกของปี 2546
ส่วนคู่แข่งของไทยในการส่งออกไก่ รายสำคัญคือ บราซิล เนื่องจากมีต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ต่ำกว่าไทยมาก อย่างไรก็ตาม ด้วยศักยภาพของไทยที่พัฒนาไก่สดแช่แข็งและไก่ปรุงสุกอย่างมีคุณภาพ รวมทั้งการมีคู่ค้าที่ดี เชื่อว่าไทยจะรักษาตลาดเอาไว้ได้
ส่วนกรณีราคาไข่ไก่ในประเทศปรับสูงขึ้น ประธานกรรมการสหฟาร์ม ระบุว่า เป็นเพราะตลาดไข่ไก่ในประเทศเป็นตลาดแบบผูกขาด ขณะที่เกษตรกรมีสิทธิ์ในตลาดไข่ไก่เพียง 5% นอกนั้น เป็นโควตาของบริษัทขนาดใหญ่
“ธุรกิจอะไรที่เกี่ยวข้องกับการเมืองมากๆ ผลที่ได้รับก็จะเป็นเช่นนี้ คนได้ประโยชน์มีแค่บริษัทใหญ่ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับการเมือง เกษตรกรคนเลี้ยงไก่ก็ได้แค่นี้ ถ้าเปิดให้เสรีใครอยากขายก็ขาย ก็ไม่มีปัญหา ส่วนที่บอกจะให้ตัดการส่งออกมาขายในประเทศ ถ้าเราทำแบบนั้น คนส่งออกจะเอาอะไรส่งออก และใครอยากจะทำการค้าด้วย ถ้าลักปิดลักเปิดแบบนั้น ในส่วนของสหฟาร์มไม่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว เพราะเราส่งออกแต่ไก่เนื้อเท่านั้น”
ส่วนการแก้ไขปัญหาการเมืองในประเทศ หากทุกคนในประเทศเข้ามาอยู่ในกระบวนการยุติธรรม ปฏิบัติตนให้อยู่ในกรอบของกฎหมาย โดยเฉพาะนักการเมือง ซึ่งคนเหล่านี้ถือเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ เนื่องจากชอบคิดว่าตัวเองเป็นผู้มีอภิสิทธิ์เหนือคนอื่น
ทั้งนี้ สิ่งที่จะทำให้ประเทศขับเคลื่อนไปได้ดีที่สุด คือ นักการเมืองต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย อย่าคิดว่าตนเองอยู่เหนือคนอื่น คนพวกนี้ชอบคิดแบบนี้ จึงเป็นอุปสรรคใหญ่ของประเทศ อย่างธุรกิจอะไรก็ตาม ที่มีการเมืองมาเกี่ยวข้อง มันก็ไม่พัฒนา เพราะเป็นธุรกิจผูกขาด คนทำรวยขึ้นๆ แต่ประชาชนจนเหมือนเดิม
ที่มา : http://www.norsorpor.com
About the Author
Write a Comment
Gravatars are small images that can show your personality. You can get your gravatar for free today!