เตรียมความพร้อมก่อนยึดตลาดอินเดีย
- Wednesday, December 10, 2008, 9:15
- Uncategorized
- Add a comment
อินเดีย ดินแดนภารตะของเอเชียใต้ เป็นประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับสองของโลก ซึ่งมีมากถึง 1.2 พันล้านคน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่อินเดียจะเป็นตลาดใหม่ที่น่าหมายปองของบรรดาประเทศต่างๆ
อินเดียเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่ยังยากจน ยังมีปัญหาเรื่องของการว่างงานและชุมชนแออัด ประชากรกว่าร้อยละ 60 ประกอบอาชีพเกษตรกรรม แต่โชคดีที่ปีนี้อินเดียสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรได้เต็มที่ ทำให้ไม่ประสบกับปัญหาขาดแคลนอาหาร แต่เมื่ออินเดียเปิดเสรีทางการค้าก็ทำให้เศรษฐกิจของอินเดียดีขึ้นเรื่อยๆ จะเห็นได้จากอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของอินเดียที่โตเป็นอันดับสามในเอเชียรองจากญี่ปุ่นและจีน โดยอยู่ที่ระดับร้อยละ 8-9 ทำให้อินเดียเป็นประเทศหนึ่งในเอเชียที่ได้รับความสนใจจากนานาประเทศ ไม่แพ้ประเทศจีน เพราะว่าเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ และสามารถเป็นแหล่งรองรับการลงทุน และเป็นฐานการผลิตของประเทศต่างๆ ที่หวังจะใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรมนุษย์ ที่มีอยู่ในอินเดีย ในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
สำหรับสินค้าส่งออกที่สำคัญของอินเดียก็คือ อัญมณีและเครื่องประดับ น้ำมันเชื้อเพลิง แร่เหล็ก เหล็กและผลิตภัณฑ์ เครื่องนุ่งห่ม ผ้าทอ ยาและเวชภัณฑ์ เคมีภัณฑ์และอินทรีย์ ผลิตภัณฑ์ด้านวิศวกรรม ผลิตภัณฑ์ปิโตรลียม ผลิตภัณฑ์การเกษตร แร่ธาตุ เครื่องหนัง และสินค้าหัตถกรรม โดยมีตลาดส่งออกที่สำคัญคือ สหรัฐอเมริกา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จีน สิงคโปร์ อังกฤษ เยอรมนี เบลเยี่ยม อิตาลี ญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์
ส่วนสินค้านำเข้านั้น ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม น้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์ต้นทุนการผลิต ทองและเงิน ไข่มุกและพลอยต่างๆ เครื่องจักร เครื่องจักรที่ใช้ไฟฟ้า เวชภัณฑ์และสารเคมี เหล็กและโลหะ สินแร่โลหะและเศษเหล็ก น้ำมันสำหรับบริโภค ซึ่งแหล่งนำเข้าที่สำคัญของอินเดียก็คือ จีน สหรัฐอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมัน ออสเตรเลีย เบลเยี่ยม สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฝรั่งเศส อังกฤษ และ สิงคโปร์
ถึงแม้ว่าไทยและอินเดียจะเป็นคู่แข่งกันในเรื่องของการค้าในตลาดโลกเพราะโครงสร้างของการผลิต และการส่งออก มีความคล้ายคลึงกัน เช่น ข้าว เครื่องหนัง สิ่งทอ เป็นต้น แต่จากการเปิดเผยของกรมการค้าต่างประเทศถึงมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับอินเดีย ตั้งแต่เดือน มกราคม ถึง สิงหาคม 2551 ไทยยังได้ดุลการค้าอินเดีย ประมาณ 320.87 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยก็คือ เครื่องยนต์ขับเคลื่อนยานบก น้ำมันก๊าด น้ำมันดีเซล หน่วยเก็บเครื่องประเมินผล โพลิคาร์บอเนต น้ำมันปาล์มดิบ อะลูมิเนียมเจือ อะลูมิเนียมไม่เจือ คอมเพรสเซอร์ โคพอลิเมอร์ และยางธรรมชาติ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีผลการวิจัยถึง 20 เมืองของอินเดียที่มีเศรษฐกิจมีการขยายตัวซึ่งผู้ส่งออกไทยควรจะให้ความสนใจ โดยคาดว่าในอีก 40 ปีข้างหน้าทั้ง 20 เมืองนี้จะมีการขยายตัวเป็นสังคมเมืองแบบเต็มรูปแบบและมีระชากรกว่า 380 ล้านคน โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มด้วยกัน คือ
1. กลุ่มมหานคร จะเป็นเมืองที่มีประชากรเกิน 5 ล้านคน และมีการขยายตัวของการลงทุนจากต่างประเทศสูง ในอุตสาหกรรมซอฟแวร์และยานยนต์ อีกทั้งยังเป็นตลาดอุปโภคบริโภคที่มีขนาดใหญ่ อย่างเช่น มุมไบ ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของอินเดีย นิวเดลี เชนไน และไฮเดอราบัด เป็นต้น
2. กลุ่มเมืองขยายตัว เป็นเมืองที่มีประชากรน้อยกว่ากลุ่มมหานคร แต่ก็มีการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อปีอยู่ในเกณฑ์สูง ได้แก่ สุรัต กันปุระ และชัยปุระ เป็นต้น จะมีอุตสาหกรรมหลักคือสิ่งทอ และการต่อเรือ
3. กลุ่มเมืองดาวรุ่ง เป็นเมืองที่มีประชากรน้อยกว่ากลุ่มอื่นๆ แต่ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคน ได้แก่ ฟาริดา และอมฤตษา เป็นต้น แต่มีการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อปีสูงเกือบเท่ากับกลุ่มมหานคร อีกทั้งยังมีรายได้สูงจากการที่เป็นเมืองที่ทำการผลิตสินค้าและปัจจัยการผลิตต่างๆ ป้อนให้กลุ่มมหานครและเมืองขยายตัว เช่นเมืองฟาริดา ผลิตสินค้าเกษตร จักรยานยนต์ กระปุกเกียร์ ตู้เย็น ยางรถยนต์ และรองเท้า ป้อนให้เมืองนิวเดลี ดังนั้นทำให้เมืองดาวรุ่งพลอยฟ้าพลอยฝนเติบโตตามการขยายตัวของกลุ่มมหานครและเมืองขยายตัว
ลู่ทางทางการค้าของไทยในกลุ่มมหานครนั้น เป็นโอกาสดีสำหรับสินค้าของไทยระดับบนและระดับปานกลาง เพราะผู้บริโภคในกลุ่มนี้จะมีรสนิยมสูง จะให้ความสนใจในเรื่องของคุณภาพมากกว่าราคา ดังนั้นผู้ส่งออกไทยจะต้องมีการสร้างแบรนด์ให้ติดหูติดตาผู้บริโภคในกลุ่มนี้ ต้องออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ดูดีมีสไตล์ เนื่องจากตลาดนี้จะมีการแข่งขันกันสูง ซึ่งสินค้าไทยที่อยู่ในตลาดนี้ (บทความนี้มาจาก eThaiTrade.com) ที่สำคัญก็คือ เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์พลาสติก อัญมณีและเครื่องประดับ ปลาซาดีนแปรรูป ชิ้นส่วนยานยนต์ ผลิตภัณฑ์อลูมิเนียม เฟอร์นิเจอร์และส่วนประกอบ เครื่องสำอาง ผักและพืชประเภทถั่ว อาหารปรุงแต่ง และน้ำผลไม้ เป็นต้น ในส่วนของสินค้าเกษตร อย่างผักและผลไม้ ควรที่จะติดต่อบริษัทผู้นำเข้าที่มีอยู่ทั่วไปในอินเดีย เพื่อช่วยกระจายสินค้าเกษตร อย่างลำไย มังคุด มันฝรั่ง มะเขือเทศ และหอมใหญ่ นอกจากนี้ธุรกิจเกี่ยวกับความบันเทิง และสินค้าที่เกี่ยวกับเด็ก ก็ไม่ควรที่จะมองข้ามตลาดนี้
ส่วนลู่ทางในตลาดขยายตัวของไทยนั้น ในกลุ่มนี้จะมีการใช้จ่ายในเรื่องของเสื้อผ้า การศึกษา ของใช้ในครัวเรือน และของใช้ส่วนตัวมากกว่าในกลุ่มมหานคร แต่จะมีการใช้จ่ายในเรื่องของอาหารน้อย พฤติกรรมผู้บริโภคในกลุ่มนี้จะเน้นการใช้จ่ายอย่างมีคุณค่า ได้ประโยชน์สูงสุด ดังนั้นสินค้าที่จะขายได้ในกลุ่มนี้ได้จะต้องมีประโยชน์ใช้สอยคุ้มค่า คงทน และน่าเชื่อถือ ซึ่งสินค้าที่กำลังรุ่งในกลุ่มนี้ก็คือ เสื้อผ้า โทรทัศน์ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน รถยนต์ประหยัดน้ำมัน เป็นต้น
ในส่วนของตลาดในเมืองดาวรุ่งนั้น มีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพื่อเป็นฐานรองรับการกระจายการลงทุนจากกลุ่มมหานคร นักลงทุนไทยจึงยังไม่ควรที่จะทำตลาดในตลาดนี้ แต่คาดว่าในอนาคตอันใกล้เมืองดาวรุ่งนี้จะเติบโตเป็นเมืองขยายตัวต่อไป
แต่ถึงแม้ว่าอินเดียจะมีนโยบายผ่อนคลายทางเศรษฐกิจมากขึ้น เปิดเสรีให้กับนานาประเทศมากขึ้น แต่การลงทุนจากต่างประเทศในอินเดียก็ยังจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากธนาคารกลางของอินเดีย อีกทั้งมีการกำหนดธุรกิจที่เปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศ และทั้งนี้ทั้งนั้น สัดส่วนการถือหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศจะต้องไม่เกินร้อยละ 51 อีกทั้งการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศซึ่งมีราคาถูกกว่า เหล่านี้ยังเป็นอุปสรรคในการค้าการลงทุนในตลาดขนาดใหญ่อย่างอินเดีย
About the Author
Write a Comment
Gravatars are small images that can show your personality. You can get your gravatar for free today!